หน้าหลัก » ย้อนรอยคดีสะเทือนขวัญ เรื่องน่าอ่าน แปลกแบบนี้ก็มีด้วย » 10 อันดับ “วิทยาศาสตร์” ที่ “ทำการทดลองกับมนุษย์” ได้โหดที่สุดในโลก!!!!

10 อันดับ “วิทยาศาสตร์” ที่ “ทำการทดลองกับมนุษย์” ได้โหดที่สุดในโลก!!!!

โพสโดย : admin | วันที่ : 5 July 2016
หมวดหมู่ : ย้อนรอยคดีสะเทือนขวัญ, เรื่องน่าอ่าน, แปลกแบบนี้ก็มีด้วย

10 อันดับ “วิทยาศาสตร์” ที่ “ทำการทดลองกับมนุษย์” ได้โหดที่สุดในโลก!!!!

แม้ปัจจุบันการทดลองในมนุษย์ยังเป็นสิ่งต้องห้าม เช่นเดียวกับในอดีต แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่พยายามจะทดลองกับมนุษย์โดยตรง จนกลายเป็นความโหดร้ายที่กล่าวขานกันไปทั่วโลก

ทดลองโหด_10

เริ่มต้นกันด้วยอันดับที่ 10 การทดสอบคุกสแตนฟอร์ด (Stanford Prison Experiment)

เป็นการทดสอบทางจิตวิทยา เพื่อการศึกษาการตอบสนองของมนุษย์ เมื่อถูกจับกุมและผลกระทบต่อพฤติกรรมเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังในเรือนจำ

เป็นการทดลองในปี 1971 โดยนักจิตวิทยา “ฟิลิป ซิมบาโด (Philip Zimbardo)” ของมหาลัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยให้อาสาสมัครเป็นนักศึกษาทั้งหมด 20 คน มาเล่นบทนักโทษและผู้คุม (ทั้งหมดไม่รู้จักกันมาก่อน)ในคุกจำลองในชั้นใต้ดิน ของอาคารจิตวิทยาสแตนฟอร์ด 8 คนที่ถูกสุ่มจะได้เป็นผู้คุมจะได้ชุดฟอร์มและอุปกรณ์ครบมือ อีก 12 คนที่เหลือเป็นนักโทษ ซึ่งไม่มีสิทธิในฐานะความเป็นมนุษย์ใดๆทั้งสิ้น

การทดลองจะทำใน 14 วันหรือสองสัปดาห์ แต่ปรากฏว่าล้มเหลวใน 6 วันเท่านั้น เนื่องจากบทบาทของอาสาสมัครเกินขอบเขต อันตรายและมีผลกระทบทางจิตใจ ทั้งที่ตอนแรก พวกเขายังยิ้มแย้มหยอกล้อเล่นหัวกันแบบเพื่อน แต่เมื่อการทดลองนี้ดำเนินไปเรื่อยๆ ปรากฏว่าอาสาสมัครแต่ละคนแต่ละฝ่าย ค่อยๆ อินกับบทบาทสมมติของตนมากขึ้นเรื่อยๆ  1 ใน 3 ของผู้คุมกลายเป็นคนที่มีนิสัยโหดร้ายทารุณ ชอบทรมาน และสองคนถูกตัดจากการทดลอง (บางแห่งระบุว่าเพราะสองคนนั้นเสียชีวิต) ทำให้การทดลองนี้ล้มเหลวในที่สุด

ทดลองโหด_9

อันดับที่ 9 The Monster Study

คือการทดสอบการพูดติดอ่างของเด็ก โดยใช้เด็กกำพร้า 22 คน (อายุ 5-15 ขวบ) ในเมืองดาเวนพอร์ท รัฐไอโอวา ปี 1939 โดย “จอห์นสัน (Wendell Johnson)” แห่งมหาลัยไอโอวา

โดยแบ่งเด็กเป็นสองกลุ่ม เด็กกลุ่มหนึ่งจะได้รับฟังแต่คำพูดที่ดีคำพูดสรรเสริญในแง่บวก เด็กอีกกลุ่มได้รับฟังแต่ถ้อยคำที่หยาบช้า ทับถม ติเตียนแง่ลบ ผลการทดลองพบว่า เด็กที่ฟังแต่คำชมสามารถพูดคล่องแคล่วและพูดจาสุภาพ แต่เด็กกลุ่มที่ 2 ที่เป็นกลุ่มเด็กที่ฟังด้วยคำพูดในแง่ลบ มีปัญหาทางจิต ดื้อ เก็บกด ไม่ค่อยกับคนอื่น สร้างโลกส่วนตัว ชอบพูดติดอ่าง และส่งผลกระทบต่อการใช้ภาษาไปชั่วระยะหนึ่ง

การทดลองนี้ทำให้จอห์นสันเสื่อมเสียชื่อเสียงมาก คนในสังคมมองว่าโหดร้ายเหมือนกับการทดลองมนุษย์ของพวกนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 จนมหาลัยไอโอวาต้องออกมาขอโทษต่อสาธารณะชน และจ่ายเงินค่าเสียหายแก่เด็กกำพร้า 6 คน เป็นจำนวนถึง 920,000 ดอลลาร์

ว่าแต่ ถ้าเด็กกลุ่มนี้เลือกได้ เขาคงไม่อยากได้เงิน แต่ขอไม่เข้ารับการทดลองมากกว่า จริงมั้ย?

ทดลองโหด_8

อันดับ 8  โปรเจค 4.1

รัฐบาลสหรัฐได้มีโครงการเกี่ยวกับการศึกษาการแพทย์ โดยการนำประชาชนจำนวนหนึ่งไปปล่อยบนเกาะมาร์แชล (Marshalls) เพื่อสัมผัสกัมมันตภาพรังสีที่ออกมาจากของเสียในเหตุการณ์ Castle Bravo ที่เกาะบิกีนี่ ในวันที่ 1 มีนาคม 1954 ปรากฎว่าเกาะแห่งนี้ได้รับปริมาณรังสีนี้มากกว่าที่คาด ผู้ทดลองได้รับกัมมันตภาพรังสีอย่างต่อเนื่อง และเมื่อสิ้นสุดโครงการ ในระยะแรกผู้เข้าร่วมโครงการยังปกติ แต่อีกไม่กี่ปีต่อมา พวกเขาก็แท้งบุตร เป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ เด็กที่เกิดมามีความผิดปกติต่าง ฯลฯ โครงการนี้ถูกประจานว่าเป็น “โครงการที่ใช้คนเป็นหนูตะเภาทดสอบรังสี”

ทดลองโหด_7

อันดับ 7 โปรเจค MKULTRA

“โครงการเอ็มเคอัลทรา” หรืออีกชื่อหนึ่งว่า “CIA mind-control research program” เป็นการทดลองลับๆ ที่หน่วยข่าวกรองกลางและหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐ หรือ “ซีไอเอ” พยายามปิดบังไม่ให้ประชาชนรับรู้

โครงการนี้ “ควบคุมพฤติกรรมมนุษย์” โดยใช้สารเคมีและสารชีวภาพ เพื่อนำมาดัดแปลงใช้ทำอาวุธสงคราม ทั้งที่แรกๆ เขาเพียงต้องการศึกษาเพราะกลัวว่าจะถูกประเทศอื่นนำเชื้อมาแพร่เท่านั้น แต่ต่อมากลับกลายเป็นว่า พวกเราทำการทดลองซะเองในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 และต่อเนื่องจนถึงปี 1960

มีข่าวลื่อว่าโครงการนี้ใช้ยาหลายประเภททดลองกับคน เพื่อเปลี่ยนแปลงจิตใจและสมองโดยไม่สนจะเต็มใจหรือไม่ ทั้งกับลูกจ้าง CIA, ทหาร, แพทย์, ข้าราชการ, โสเภณี, ผู้ป่วยจิตเวช และบุคคลทั่วไปจำนวนหนึ่งซึ่งมีหลายระดับชนชั้นตั้งแต่อาชญากรชั้นต่ำไปจน ถึงระดับไฮโซ มีทั้งคนอเมริกันและคนต่างชาติ เพื่อศึกษาฤทธิ์ของยา LSD จนปี 1973 CIA ถูกสั่ง ให้ทำลายไฟล์ทั้งหมด เพื่อไม่ให้มีหลักฐานว่ามีการทดลองนี้เกิดขึ้นจริงใน CIA

อันดับ 6 โครงการแห่งความเกลียดชัง The Aversion Project

เป็นการทดลองของหน่วยงานตามนโยบายการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ ที่บังคับนำให้ทหารที่เป็นเกย์ มาทำการทดลอง “เปลี่ยนเพศ” (The Aversion Project) ซึ่งดำเนินตั้งแต่ปี 1970 และ 1980 โดยใช้สารเคมีที่มีผลทำให้หมดความรู้สึกทางเพศและเป็นหมัน (chemical castration) ใช้กระแสไฟฟ้าช็อต ปรับฮอร์โมน และอื่นๆ การทดลองนี้ไม่มีตัวเลขผู้ทดลองที่แน่ชัด แต่ประมาณว่าน่าจะมีมากถึง 900 คนที่ถูกบังคับให้เปลี่ยนเพศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการลับสุดยอด ผลกระทบนี้คือ คนที่โดนทดลองกลายเป็นอาการทางจิต ไม่สามารถหายจากการติดยาเสพย์ติดได้ ต้องบำบัดอาการช็อก ความเกลียดชังเพศของตัวเอง และการรักษาฮอร์โมนและอื่นๆ

อันดับ 5 : North Korean Experimentation

มีรายงานจำนวนมากเกี่ยวกับการทดลองในมนุษย์ในค่ายกักกันของเกาหลีเหนือ แต่รัฐบาลเกาหลีเหนือปฏิเสธทั้งหมด

อดีตนักโทษเกาหลีเหนือที่สามารถหลบหนีไปยังต่างประเทศได้บอกว่า นักโทษที่ค่ายกักกันเกาหลีเหนือถูกทดลองมนุษย์เสมือนพวกเขาเป็นสัตว์ไม่ใช้คน เช่น 50 นักโทษหญิงที่สุขภาพดีจะถูกคัดเลือกและถูกบังคับให้กินใบกะหล่ำปลีที่เต็มไปด้วยพิษร้ายแรง หลังกินนักโทษก็จะส่งเสียงกรีดร้องและทุกข์ทรมาน 20 นาทีต่อมาพวกเขาทั้งหมดอาเจียนเป็นเลือดออกทางปาก และทางทวารหนัก แล้วเสียชีวิตในที่สุด

ไม่รวมการทดลองก๊าซพิษ การสำลักอากาศ และการทดลองเลือดด้วย

อันดับ 4 : Poison laboratory of the Soviets

ห้องปฏิบัติการพิษของหน่วยลับโซเวียต เป็นการทดลองวิจัยเกี่ยวกับสารพิษต่างๆ โดยทดสอบกับนักโทษจากคุก Gulag ทั้งสูด ดม กิน ดื่ม ที่มีส่วนผสมสารพิษ เช่น ก๊าซมัสตาร์ด ไรซิน เป็นสารพิษที่อาจอยู่ในรูปของฝุ่นผง ละอองหรือเป็นเม็ด ไดจิท็อกซิน และยาพิษอื่นๆ อีกหลายขนาน เป้าหมายเพื่อหาสารพิษที่ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ส่งผลให้เหยื่อการทดลองมีร่างกายเปลี่ยนไป และบางรายตายภายใน 15 นาที

ทดลองโหด_3

อันดับ 3 : Tuskegee Syphilis Study

ค.ศ.1972 การทดลองนี้คือการการฉีดเชื้อโรคซิฟิลิส หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ให้แก่ผู้ทดลองที่เป็นคนผิวดำกว่า 412 คน สมัยนั้นคนผิวดำเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือและยากจน โดยไม่เคยมีใครบอกให้รู้ว่าเป็นโรคอะไร และไม่ได้รับการรักษาใดๆ เลย ยกเว้น การเจาะหลังเพื่อนำน้ำไขสันหลังไปตรวจ และศึกษาเท่านั้น

การทดลองนี้ มีผู้รอดชีวิตเพียงประมาณ 70 คนจาก 412 คน(ไม่รวมผู้ที่ติดเชื้อจากการทดลอง) แล้วสิ่งที่ได้คือวงการแพทย์ได้ศึกษาเกี่ยวกับซิฟิลิสอย่างละเอียด

หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ ได้ประนามการทดลองนี้ว่า “เป็นการทดลองที่ไม่มีการให้ยารักษา ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการแพทย์” ส่งผลให้ประธานาธิบดีคลินตัน ต้องแถลงขอโทษต่อผู้เข้าร่วมโครงการที่ยังมีชีวิตอยู่ และเสนอให้ดูแลชดใช้ความเสียหาย

ทดลองโหด_2

อันดับ 2 : Unit 731

“หน่วยปฏิบัติการ 731” (1937-1947) เป็นชื่อหน่วยปฏิบัติการทางการแพทย์ของญี่ปุ่น ภายใต้การควบคุมกำกับโดยนายแพทย์ อิชิอิ ชิโร (Shiro Ishii) การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ในการสร้างพัฒนาอาวุธเชื้อโรคเพื่อใช้ในสงครามอย่างมีประสิทธิภาพ และการทดลองนี้จำเป็นที่ต้องใช้มนุษย์เป็นๆในการทดลองจำนวนมาก หน่วยนี้ได้ถูกส่งมายังประเทศจีน ที่เมืองฮาร์ปิน และปกปิดโดยใช้ชื่อโครงการใหม่ว่า “หน่วยงานพิเศษเพื่อการศึกษาภูมิคุ้มกันและการบำบัดน้ำเสีย” ผู้ถูกทดลองคือ ชาวจีนหรือรัสเซียผู้โชคร้าย

การทดลองนี้มีหลายวิธี เช่น การผ่ามนุษย์โดยไม่ใช้ยาสลบ การใส่สารพิษที่คิดค้นมาใหม่ลงไปในหารและน้ำดื่ม เพื่อฆ่าประชาชนทีละมากๆ การบังคับให้หญิงสาวร่วมเพศกับชายที่ป่วยเป็นโรคติดต่อทางเพศนับสิบคน เพื่อศึกษาการพัฒนาเชื่อซิฟิลิสที่รุนแรงที่สุด การฉีดเลือดสัตว์ที่มีเชื่อเข้าร่างกายมนุษย์ที่ถูกจับมาเป็นเหยื่อ เพื่อดูผลการแพร่เชื้อในมนุษย์เป็นๆ การจับเหยื่อห้อยหัวลงจนกว่าจะตาย เพื่อทดสอบความทนในการเอาชีวิตรอด การจับเหยื่อเข้าไปในห้องทดลอง และอัดความดันหรือดูดอากาศออกจนร่างระเบิด การจับมนุษย์เปลือยร่างแช่ในน้ำอุณหภูมิติดลบ การตัดเอาชิ้นส่วนมนุษย์ออก เช่น ตัดกระเพาะออกจากนั้นนำลำไส้ต่อตรงมาที่หลอดอาหารเพื่อดูว่ามนุษย์ไม่มี กระเพาะอาหารจะมีชีวิต อยู่ได้หรือไม่ การตัดแขนขาและนำต่อใหม่ด้วยการสลับข้าง ฯลฯ ซึ่งซากของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจะถูกโยนเข้าไปในเตาเผาด้านหลังของหน่วยปฏิบัติการ สิ่งเหล่านี้คือภารกิจของหน่วยปฏิบัติการ 731

น่ากลัวกว่านั้น หน่วยปฏิบัติการ 731 ได้เคยแอบใช้อาวุธชีวภาพเพื่อฆ่ามนุษย์ในสนามรบของประเทศจีนมากกว่า 2,700 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตล้มตายนับจำนวนไม่ได้ มีการลอบใส่สารพิษลงไปในน้ำดื่มและอาหารที่ประชาชนบริโภค การโปรยหมัดที่ติดเชื้อรุนแรงลงไปในเมืองใหญ่ๆ ปล่อยเชื้อไข้ไทฟอยด์ อหิวาห์ บิด ลงไปในน้ำดื่ม การใช้ก๊าซพิษฆ่าคนทีละมากๆ

ต่อมาเมื่อหน่วยถูกยุบ นายแพทย์อิชิอิ ชิโร ไม่ได้ถูกตัดสินหรือจำคุกในฐานะอาชญากรในสงครามใดๆ ทั้งสิ้น เขาเสียชีวิตลงเมื่ออายุ 67 โดยโรคมะเร็งลำคอ

ทดลองโหด_1

อันดับ 1 : Nazi Experiments

การทดลองมนุษย์ของนาซีเป็นการทดลองมนุษย์ที่ใช้มนุษย์เป็นๆจำนวนมาก และสังเวยชีวิตกับการทดลองนี้มากมายเช่นกัน  โดยการทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อคิดค้นยา และหาวิธีการรักษาทหารเยอรมันจากโรคภัยและอันตรายที่เกิดขึ้นเนื่องๆใน ระหว่างสงคราม ผู้รับการทดลองคือ นักโทษชาวเยอรมัน เชลยชาวยิว โปแลนด์ เชค รัสเซีย ฯลฯ

มีการทดลองอย่างโหดเหี้ยมมากมายเกินจินตนาการ เช่น การพยายามผ่ากะโหลกศีรษะของเหยื่อออกเป็นสองซีก ในขณะที่เหยื่อยังมีสติดีอยู่ ทั้งนี้ก็เพราะต้องการตรวจสอบระบบการทำงานของสมองมนุษย์ขณะที่ยังมีลมหายใจ

ดร.โจเซฟ แม็งเกเล่ (Josef Mengele) ตัดอวัยวะเพศหรืออวัยวะบางส่วนเพื่อการทดสอบเรื่องยีน โดยไม่ใช้ยาสลบ นำนักโทษหญิงมาทดลองต่อกระแสไฟฟ้าว่าชาร์ตสูงเพียงใดถึงจะมีชีวิต การเอานักโทษมาเอ็กซ์เรย์อวัยวะเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ โดยไม่สนใจว่าถ้าปล่อยกระแสไฟฟ้านานๆ จะทำให้อวัยวะนั้นถูกเผาไหม้ ฯลฯ

การทดลองปลูกถ่ายอวัยวะ โดยการผ่าตัดร่างกายของนักโทษคนหนึ่งเพื่อเปลี่ยนถ่ายให้กับอีกคน เหยื่อที่หมอโจเซฟชื้นชอบที่สุดคือ ฝาแฝดและคนแคระ มีฝาแฝดประมาณ 14 คู่ที่ต้องจบชีวิต โดยมือของหมอโจเซฟ

แพทย์หญิงก็โหดไม่แพ้แพทย์ชาย  แพทย์หญิงแฮร์ทา โอเบอร์ฮอยเซอร์ ( Dr. Herta Oberheuser ) ทำการทดลองเกี่ยวกับการรักษาบาดแผลที่เกิดจากสงคราม ซึ่งการทดลองของเธอคือการทำให้นักโทษเกิดบาดแผลต่างๆ เพื่อให้เธอรักษา เช่น ผ่าร่างกายของเชลยให้เกิดบาดแผล แล้วใส่เศษดิน เศษไม้ใบหญ้า เศษกระจก เศษเหล็ก เป็นการจำลองแผลจากสงคราม จนอับแสบอย่างรุนแรง แล้วทำการรักษาด้วยตัวยาสูตรต่างๆ ส่วนบาดแผลไฟไหม้ เธอก็ทำเหมือนเช่นเดิน เธอจะกีดร่างกายเหยื่อแล้วใส่สาร Phosphorous ลงในแผล แล้วจุดไฟ จะเกิดการลุกไหม้ทำให้เกิดแผลไฟไหม้รุนแรง

สุดท้ายก่อนที่สงครามโลกจะยุติ หลักฐานทุกอย่างเกี่ยวกับการทดลองเหล่านี้ถูกทำลายไปภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว กลุ่มแพทย์นาซีที่มีเอี่ยวกับการทดลองมนุษย์ ส่วนหนึ่งถูกพิจารณาคดีในฐานะอาชญากรสงคราม และอีกส่วนหนึ่งซึ่งไม่น้อย ได้กลับเข้ามาทำงานในแวดวงการศึกษาโดยมีทั้งที่ใช้ชื่อเดิมและชื่อใหม่ บางคนก็หลบหนีไปยังต่างประเทศ และใช้ชีวิตปกติสุข

หลงเหลือไว้เพียงเรื่องเล่าแสนโหดร้ายที่สืบต่อกันมาเท่านั้น

ขอขอบคุณข้อมูล และเครดิตภาพจาก eduzones

แสดงความคิดเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.